กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตมันสำปะหลัง เดือดร้อนหนักวอนรัฐช่วยด่วน หากไม่ให้ใช้สารพาราควอตเพื่อกำจัดวัชพืชต้นทุนพุ่ง ชี้กลุ่มนักวิชาการและแพทย์ชี้ข้อเท็จจริงแล้วว่า พาราควอต ดีต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม

นายสมบัติ ศรีจันทร์รัตน์ รองเลขาธิการสมาคมชาวไร่อ้อยลำมูลบน กล่าวว่า ปัจจุบันราคามันสำปะหลังเพิ่มขึ้น ทำให้เกษตรกรเริ่มมีรายได้ดีขึ้น แต่การยกเลิกไม่ให้ใช้ สารกำจัดวัชพืช พาราควอต เหมือนเป็นการซ้ำเติมเกษตรกรไม่ให้มีโอกาสลืมตาอ้าปาก เพราะทำให้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น จากเดิมใช้สารพาราควอตต้นทุน ประมาณ 150 บาทต่อไร่ หากใช้แรงงานคน ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น 300-600 บาทต่อไร่ และใช้เวลาในการทำงานเพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงขอให้ภาครัฐคำนึงถึงเกษตรกรเป็นอันดับแรก ซึ่งการใช้พาราควอต เห็นผลในเวลา 2-3 ชั่วโมงหลังฉีดพ่น ออกฤทธิ์เฉพาะส่วนสีเขียวที่ได้รับสารเท่านั้น เช่น หากฉีดโดนใบ ก็จะทำให้ใบไหม้เท่านั้น ปลอดภัยต่อพืชประธาน หรือ มันสำปะหลัง
นายภมร ศรีประเสริฐ อุปนายก สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลัง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีเกษตรกรปลูกมันสำปะหลังสูงกว่า 550,000 ครัวเรือน รวม 7.9 ล้านไร่ ผลผลิตสูงเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน อันดับ 2 ของโลก และส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก ซึ่งคิดเป็นมูลค่าการส่งออกสูงกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี ครึ่งหนึ่งของผลผลิตทั้งหมดอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา โดยผลผลิตสามารถใช้ได้ในอุตสาหกรรมหลากหลาย เพื่อการบริโภค อุปโภค และใช้ในอุตสาหกรรมพลังงานเอทานอล ประเทศไทยใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรมอาหารมากที่สุด โดยแต่ละโรงงานผลิตมันสำปะหลังมีระบบประกันคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็น ISO GMP HACCP ขณะเดียวกัน สำนักงานมาตรฐานสินค้า กระทรวงพาณิชย์ ก็ได้มีการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ยังไม่เคยพบสารพาราควอตในมันสำปะหลัง ผู้บริโภคจึงมั่นใจได้ว่า มันสำปะหลังมีคุณภาพดีและปราศจากการปนเปื้อน

การใช้พาราควอตมีส่วนช่วยในการรักษาหน้าดินและลดการสูญเสียน้ำในดิน เพราะซากวัชพืชจะช่วยคลุมดินไว้ ขณะเดียวกัน พาราควอตไม่สะสมในดิน รวมถึงกลุ่มนักวิชาการและแพทย์ชี้ข้อเท็จจริงแล้วว่า พาราควอต มีความจำเป็นต่อเกษตรกร และประเด็นด้านสุขภาพจากเอกสารงานวิจัยต่าง ๆ ไม่ได้ระบุว่า พาราควอต เป็นสาเหตุของการเกิดโรค และอาการต่าง ๆ ดังกล่าวอ้าง เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็น.

ขอบคุณข่าวที่มีประโยชน์ และติดตามข่าวฉบับเต็มได้ที่ ผู้จัดการออนไลน์